ผดผื่นและโรคผิวหนัง

เด็กๆ มักต้องไปหาหมอเพราะเกิดผื่นที่ผิวหนัง ในขณะที่เด็กบางคนมีผื่นคันและมีไข้ แต่บางคนก็อาจมีอาการไม่รุนแรง และมีเพียงแค่จุดเล็กๆ ให้เห็นเท่านั้น

นี่คือตัวอย่างของโรคผื่นที่พบได้แพร่หลายมากที่สุดในเด็ก

โรคฟิฟธ์และมีไข้
เด็กๆ อาจมีผื่นสีแดงเป็นปื้นขึ้นบริเวณแก้มและมีไข้ แต่จะไม่มีที่บริเวณจมูกหรือปาก ลูกอาจเป็นหวัดและมีผื่นแดงลุกลามไปตามร่างกาย ซึ่งโดยปกติจะหายไปภายในหนึ่งสัปดาห์ คุณแม่เพียงแค่วัดอุณภูมิร่างกายของลูกเป็นประจำ และอาจใช้ยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้

โรคมือเท้าปาก
โรคมือเท้าปากเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อยในเด็ก ซึ่งจะทำให้เกิดแผลที่บริเวณมือ เท้า และภายในปาก นอกจากนี้ยังอาจมีไข้ โดยปกติจะหายไปภายในหนึ่งสัปดาห์

โรคไข้อีดำอีแดง
โรคไข้อีดำอีแดงทำให้เกิดผื่นแดงสีชมพู ผิวจะรู้สึกหยาบเหมือนกระดาษทราย และดูเหมือนผิวไหม้จากการตากแดด โดยทั่วไปแล้วจะเริ่มต้นด้วยอาการลิ้นบวม เจ็บคอ ปวดศีรษะและมีไข้ หากคุณแม่สงสัยว่าลูกเป็นโรคไข้อีดำอีแดง ควรพาไปพบแพทย์ทันที เนื่องจากโรคนี้จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ

โรคหัด
โดยทั่วไปแล้วโรคหัดจะเริ่มด้วยอาการไข้ เคืองตา ดวงตาไวต่อแสง และมีจุดสีเทาบริเวณภายในเปลือกตา ไม่กี่วันต่อมาผื่นสีน้ำตาลแดงจะปรากฏขึ้นที่บริเวณใบหน้าหรือลำคอ และกระจายไปยังส่วนที่เหลือของร่างกาย หากคุณแม่คิดว่าลูกเป็นโรคหัดให้รีบพาไปพบแพทย์ทันที

ผดร้อน
ความร้อนและเหงื่อสามารถทำให้เกิดจุดแดงเล็กๆ ที่เรียกว่าผดหรือผื่นร้อน ที่ทำให้เกิดอาการคัน ดังนั้นคุณแม่อาจสังเกตเห็นว่าลูกมักจะเกาอยู่บ่อยๆ ผดผื่นร้อนสามารถหายเองได้โดยไม่ต้องทำการรักษา

โรคเรื้อนกวาง
อาการคัน มีผื่นแดง ผิวแห้งและแตก อาจเป็นอาการของโรคเรื้อนกวางได้ โดยทั่วไปแล้วจะพบที่บริเวณหัวเข่า ข้อศอก และลำคอ แต่ก็อาจพบที่บริเวณอื่นๆ ของร่างกายได้ ถ้าคุณแม่คิดว่าลูกเป็นโรคเรื้อนกวาง ควรพาไปพบแพทย์

โรคลมพิษ
อาการผื่นแดงนูนและคันอาจปรากฏขึ้น ซึ่งเป็นปฏิกิริยาการแพ้ต่อสิ่งต่างๆ เช่น แพ้ยา หรืออาหาร โดยทั่วไปแล้วจะสามารถหายได้เองภายใน 1 – 2 วัน คุณแม่ควรปรึกษาแพทย์หากลูกยังคงมีผื่นขึ้นอยู่เรื่อยๆ เนื่องจากลูกอาจมีอาการแพ้บางอย่าง

โรคกลาก
ผื่นคันที่มีลักษณะคล้ายวงแหวน อาจเป็นอาการของโรคกลาก ปรึกษาเภสัชกรเพื่อแนะนำครีมหรือโลชั่นสำหรับรักษาโรคกลาก คุณแม่ควรไปพบแพทย์หากพบว่าลูกมีอาการบริเวณหนังศีรษะ เนื่องจากอาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยา

โรคอีสุกอีใส
โรคอีสุกอีใสอาจทำให้เกิดตุ่มสีแดงพอง อาจมีอาการคันร่วมด้วย จากนั้นจะเปลี่ยนเป็นตุ่มใส แตก และตกสะเก็ด

โรคผิวหนังชนิดเป็นตุ่มพุพอง
แผลพุพองหรือตุ่มน้ำพอง อาจบ่งบอกถึงโรคผิวหนังชนิดตุ่มพุพอง จะมีการปะทุและทิ้งรอยแผลเป็นสีน้ำตาลทอง ตุ่มหรือแผลพุพองอาจทำให้เกิดอาการคัน ตุ่มอาจใหญ่ขึ้น หรือแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย บนใบหน้า มือ หรือบริเวณกลางลำตัว

โรคหิด
โรคหิดเกิดจากไรตัวเล็กๆ ที่เข้าไปในผิวหนัง ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อหาครีมหรือโลชั่นสำหรับรักษาโรคหิดของลูก

ผื่น Milia
จุดสีขาวเล็กๆ มักปรากฏขึ้นบริเวณบนใบหน้าของทารกเมื่อมีอายุได้ 2 – 3 วัน โดยปกติจะสามารถหายไปได้เองภายในไม่กี่สัปดาห์โดยไม่ต้องรับการรักษา

ผื่นแดง ETN
ทารกแรกเกิดอาจมีตุ่มลักษณะนูนสีแดง สีเหลือง และสีขาวเกิดขึ้น โดยปกติจะพบบนใบหน้า ตามร่างกาย ต้นแขนและต้นขา ผื่นอาจหายไปและปรากฏขึ้นอีกครั้ง และควรหายได้เองภายใน 2 – 3 สัปดาห์โดยไม่ต้องรับการรักษา

หูดข้าวสุก
มีลักษณะเป็นผื่นตุ่มเล็กๆ สีแดงที่สามารถปรากฏขึ้นได้ทุกส่วนของร่างกาย ไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา เพราะผื่นชนิดนี้สามารถหายได้เอง แต่อาจใช้เวลานานกว่า 1 ปี

ผื่นผ้าอ้อม
มักพบบริเวณก้นของลูก หรือในบริเวณที่สวมผ้าอ้อม โดยอาจเป็นรอยแดง ผิวหนังอาจมีอาการเจ็บและแสบร้อน อาจมีจุดหรือแผลพุพอง ซึ่งจะทำให้ลูกรู้สึกหงุดหงิด ไม่สบายตัว คุณแม่สามารถหาซื้อครีมรักษาผื่นผ้าอ้อมได้ตามร้านขายยาทั่วไป

สิวในทารก
อาจปรากฏขึ้นตั้งแต่เดือนแรกหลังคลอด และจะสามารถหายไปเองได้ภายใน 2 – 3 สัปดาห์หรือหลายเดือนหลังจากนั้น คุณแม่สามารถล้างหน้าให้ลูกด้วยน้ำสะอาด และทาครีมบำรุงผิวที่อ่อนโยน ไม่ควรใช้ยารักษาสิวทาให้ลูก

ภาวะต่อมไขมันอักเสบ
ทารกจะมีผื่นสีเหลืองน้ำตาลเป็นมันเยิ้มกระจายเป็นแผ่นอยู่ด้านบนของหนังศีรษะ ซึ่งมักจะดีขึ้นได้เองโดยไม่ต้องทำการรักษา ภายใน 2 – 3 สัปดาห์หรือ 1 เดือน คุณแม่อาจค่อยๆ สระผมและลูบหนังศีรษะของลูกด้วยแชมพูเด็กเพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการมากขึ้น

สัญญาณบ่งบอกถึงอันตราย
คุณแม่ควรพาลูกไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาทันทีหากพบว่าลูกมีอาการต่อไปนี้:

  • คอแข็ง
  • มีปฏิกิริยาไวต่อแสงมาก
  • ดูเหมือนสับสนและงงงวย
  • สั่น
  • มีไข้สูง
  • มือและเท้าเย็น
  • ผื่นไม่หายไปเมื่อใช้แก้วใสกดลงบนบริเวณที่เป็นผื่น

โดยอาการทั้งหมดนี้อาจเป็นสัญญาณของโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

เมื่อใดที่ควรไปพบแพทย์?
หากคุณแม่กังวลเกี่ยวกับอาการของลูกและไม่แน่ใจเกี่ยวกับประเภทของผื่น ควรปรึกษาแพทย์

ที่มา:

ดาวน์โหลด Mali แม่มือใหม่ & การตั้งครรภ์


เรทติ้ง 4.8 จากผู้ใช้กว่า 500 คน