ดาวน์โหลดแอป

ภาวะตัวเหลือง

สุขภาพของลูก

ภาวะตัวเหลือง

ภาวะตัวเหลือง เป็นหนึ่งในภาวะที่ส่งผลกระทบต่อทารกแรกเกิดที่พบได้บ่อยที่สุด ซึ่งสามารถพบได้ถึง 6 ใน 10 คน แต่มีเพียง 1 ใน 20 คนเท่านั้น ที่จะมีระดับบิลิรูบินในเลือดสูงจนต้องได้รับการรักษา

สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะตัวเหลือง
ภาวะตัวเหลืองจะเกิดขึ้นเมื่อตับของทารกไม่สามารถกำจัดเซลล์เม็ดเลือดแดงได้เร็วพอ ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มระดับของสารบิลิรูบิน ในเลือด ส่งผลให้ผิวของทารกเปลี่ยนเป็นสีเหลือง โรงพยาบาลส่วนใหญ่จึงมักตรวจสอบอาการตัวเหลืองของทารกในช่วง 3 วันแรกหลังคลอด

ประเภทของภาวะตัวเหลือง
ภาวะตัวเหลืองที่พบมากที่สุด ได้แก่:

สัญญาณและอาการของภาวะตัวเหลือง
ภาวะนี้มักจะปรากฏขึ้นในวันที่ 2 – 3 หลังคลอด และมักจะพบที่บริเวณใบหน้าเป็นที่แรก ผิวหน้าของทารกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ต่อมาผิวบริเวณหน้าอกและท้องจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และในท้ายที่สุดก็จะเป็นบริเวณขา บ่อยครั้งจะพบว่าดวงตาของทารกจะกลายเป็นสีเหลืองเช่นเดียวกัน

วิธีการตรวจสอบภาวะตัวเหลือง
แพทย์มักตรวจหาภาวะตัวเหลืองก่อนอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาล และใน 2 – 3 วันหลังคลอด หากผิวหนังของลูกมีสีเหลือง แพทย์อาจเจาะเลือดปริมาณเล็กน้อยไป เพื่อตรวจวัดระดับบิลิรูบินของทารก

วิธีการสังเกตหาภาวะตัวเหลือง
ภาวะตัวเหลืองสามารถสังเกตเห็นได้ยาก โดยเฉพาะในเด็กที่มีผิวค่อนข้างคล้ำ หากคุณแม่ไม่แน่ใจ ให้ลองใช้นิ้วกดลงบนผิวที่บริเวณจมูกของลูก ถ้าลูกมีภาวะตัวเหลือง จมูกจะปรากฏเป็นสีเหลืองชัดขึ้น

วิธีการรักษาภาวะตัวเหลือง
ทารกที่มีภาวะตัวเหลืองส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา หากมีอาการตัวเหลืองเล็กน้อยหรือปานกลาง อาการจะสามารถหายไปได้เองภายใน 2 สัปดาห์ แต่หากมีภาวะตัวเหลืองในระดับสูงอาจต้องใช้การส่องไฟ เกณฑ์การวัดง่าย ๆ ที่ใช้กันทั่วไปคือเริ่มส่องไฟเมื่อระดับบิลิรูบินในเลือดสูงกว่าน้ำหนักแรกเกิด 5 เท่า ดังนั้นหากทารกมีน้ำหนักแรกเกิด 3 กิโลกรัม และตรวจพบระดับบิลิรูบินตั้งแต่ 15 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป ทารกจำเป็นต้องได้รับการส่องไฟ หากทารกมีอาการตัวเหลืองอย่างรุนแรง และไม่ตอบสนองต่อการรักษาโดยการส่องไฟ อาจจำเป็นต้องทำการถ่ายเลือด

รับรองโดย:

พญ.วรรวดี ทรัพย์มี ปัญญากาศ (7 มีนาคม 2020)

ที่มา:

ดาวน์โหลดแอปMali Daily Pregnancy Tracker

แม่มือใหม่ & การตั้งครรภ์

เรตติ้ง 4.8 จากผู้ใช้กว่า 2,000 คน

เรตติ้ง 4.8 จากผู้ใช้งานกว่า 2,000 คน