โรคอีสุกอีใส

โรคอีสุกอีใสเป็นโรคติดต่อจากเชื้อไวรัส ที่ทำให้เกิดอาการไข้และมีผื่นคันเป็นตุ่มน้ำใสๆ  ทั่วร่างกาย เป็นโรคที่พบได้บ่อยในประเทศไทยในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี

สัญญาณของโรคอีสุกอีใส
อาการของโรคอีสุกอีใสมักเริ่มจากปวดศีรษะ เจ็บคอ หรือปวดท้อง และมีไข้ราวๆ 38.3°C –  38.8°C เด็กๆ อาจมีอาการเหล่านี้ประมาณ 2 – 3 วันโดยยังไม่มีผื่นหรือตุ่มน้ำใสที่ผิวหนัง

ผื่นคันหรือตุ่มแดงที่ผิวหนังมักเริ่มปรากฏที่หน้าท้อง หลัง และใบหน้า จากนั้นจึงกระจายไปเกือบทุกบริเวณทั่วร่างกาย

อาการของโรค 3 ระยะ:

  1. ผื่นมักเริ่มจากจุดเล็กๆ สีแดงจำนวนมากซึ่งมีลักษณะคล้ายสิว หรือแมลงกัดต่อย
  2. หลังจากนั้น 2 – 4 วัน ตุ่มแดงเหล่านั้นจะเปลี่ยนเป็นตุ่มน้ำใสๆ ที่มีผิวบางๆ
  3. จากนั้นตุ่มน้ำจะแตกออกกลายเป็นแผลเปิด ซึ่งในที่สุดก็จะตกสะเก็ดเป็นสีน้ำตาลและแห้งไป

สาเหตุของโรคอีสุกอีใส
โรคอีสุกอีใสเกิดจากเชื้อไวรัส Varicella –  Zoster (VZV) ในเด็กบางคนเมื่อเป็นโรคอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสจะยังคงอยู่ในระบบประสาทและในภายหลังอาจเกิดเป็นโรคงูสวัดได้ โรคงูสวัดคือผื่นผิวหนังที่ทำให้เจ็บปวด หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า โรคเริมงูสวัด

เด็กที่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสมักจะมีโอกาสเป็นโรคงูสวัดได้น้อยกว่าเมื่ออายุมากขึ้น

วิธีรักษาโรคอีสุกอีใส
ยังไม่มีวิธีรักษาโรคอีสุกอีใสได้โดยตรง แต่โดยทั่วไปแล้วไวรัสมักจะหายไปได้เองโดยไม่ต้องทำการรักษาใดๆ

ในบางกรณีอาจจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ หากติดเชื้อแบคทีเรียที่บริเวณแผล ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้หากเด็กเกาที่แผลตุ่มน้ำใส และมีสิ่งสกปรกหรือแบคทีเรียเข้าไปข้างในแผล

คุณหมออาจให้ยาต้านเชื้อไวรัสสำหรับเด็กที่เป็นโรคอีสุกอีใสที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อน ซึ่งคุณหมอจะเป็นผู้พิจารณาตามอาการว่าจำเป็นต้องให้ยาต้านเชื้อไวรัสแก่ลูกของคุณแม่หรือไม่

วิธีช่วยเหลือเมื่อลูกเป็นโรคอีสุกอีใส:

  • ตัดเล็บให้สั้นและแต่งให้ไม่คมเพื่อป้องกันลูกเกา หรือข่วนตัวเอง
  • พยายามให้ลูกล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  • ให้ลูกใส่ถุงมือก่อนเข้านอนเพื่อหลีกเลี่ยงการเกาขณะนอนหลับ
  • ใช้เจลเย็นประคบบริเวณที่มีอาการคัน
  • อาบน้ำในน้ำอุ่นทุกๆ 3 – 4 ชั่วโมง ซับร่างกายเบาๆ อย่าถู
  • หากลูกมีแผลในปาก ควรให้ลูกรับประทานอาหารอ่อน เย็น และรสจืด เพราะแผลอีสุกอีใสในปากสามารถทำให้เด็กดื่มหรือกินได้ยากขึ้น
  • ปรึกษาคุณหมอหรือเภสัชกรเกี่ยวกับครีมบรรเทาอาการปวด โลชั่นคาลาไมน์ หรือยาอื่นๆ เพื่อบรรเทาอาการปวด เช่น พาราเซตามอล

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง:

  • ห้ามให้ยาแอสไพรินแก่เด็กที่เป็นโรคอีสุกอีใสเพราะอาจนำไปสู่การเกิดโรคเรย์ซินโดรมซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตับและสมองจนอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเปรี้ยวหรือเค็ม เช่น น้ำส้ม หรือมันฝรั่งทอดกรอบ

เมื่อใดที่ควรไปพบแพทย์?
โรคอีสุกอีใสส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาเป็นพิเศษ แต่คุณแม่ควรพาลูกไปพบแพทย์ หากลูกมีอาการดังต่อไปนี้:

  • มีไข้ติดต่อกันเกิน 4 วัน
  • มีอาการไอรุนแรงหรือหายใจลำบาก
  • บริเวณที่เป็นผื่นมีหนอง บวมแดง  หรือเจ็บ
  • มีอาการปวดหัวอย่างรุนแรง
  • อ่อนเพลียมาก
  • ตื่นยาก
  • มีปัญหาในการมองในที่สว่าง
  • มีปัญหาในการเดิน
  • มีอาการสับสน
  • อาเจียน
  • ดูป่วยผิดปกติ
  • มีอาการปวดคอ ต้นคอแข็ง

วิธีหยุดการระบาดของโรคอีสุกอีใส
โรคอีสุกอีใสมีโอกาสติดต่อได้สูงในช่วงประมาณ 2 วันก่อนที่ผื่นจะขึ้น ไปจนกว่าจะถึงช่วงที่ตุ่มน้ำใสเปลี่ยนเป็นสะเก็ดแผลจนหมด หลังจากที่เด็กรับเชื้อแล้วจะเริ่มแสดงอาการในเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ต่อมา

เด็กที่เป็นโรคอีสุกอีใสควรอยู่แต่ในบ้าน พักผ่อนจนกว่าตุ่มน้ำจะหายไปและแผลแห้งแล้วทั้งหมด ซึ่งโดยปกติจะใช้เวลาประมาณ 1  สัปดาห์

คนที่เป็นโรคงูสวัดสามารถแพร่เชื้ออีสุกอีใส (ไม่ใช่เชื้อโรคงูสวัด) ให้กับผู้ที่ไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสหรือไม่ได้รับวัคซีนได้

วิธีป้องกันโรคอีสุกอีใส
การฉีดวัคซีนเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด โดยคุณหมอจะแนะนำให้เด็กๆ ได้รับวัคซีนครั้งแรกเมื่ออายุ 1 – 1 ขวบครึ่ง และรับวัคซีนกระตุ้นอีกครั้งเมื่ออายุ 2 – 4 ปี

เด็กอายุ 13 ปีขึ้นไปที่ไม่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน และไม่เคยได้รับวัคซีน ควรฉีดวัคซีน ส่วนเด็กที่เคยเป็นโรคอีสุกอีใสแล้วนั้นไม่จำเป็นต้องได้รับวัคซีน เนื่องจากพวกเขามักจะสร้างภูมิคุ้มกันโรคนี้ขึ้นได้เองและสามารถป้องกันได้ตลอดชีวิต

ที่มา:

ดาวน์โหลด Mali แม่มือใหม่ & การตั้งครรภ์


เรทติ้ง 4.8 จากผู้ใช้กว่า 500 คน