อาหารสำหรับเด็กเล็ก

เด็กเล็กและเด็กวัยหัดเดินควรรับประทานอาหารให้หลากหลายเพื่อพัฒนาการที่ดี โดยเริ่มด้วยนมแม่หรือนมผงสูตรสำหรับเด็กเล็ก หลังจากนั้นพวกเขาควรได้รับผัก ธัญพืช ถั่วต่างๆ ผลิตภัณฑ์จากนม ปลา และเนื้อสัตว์ต่างๆ สิ่งที่เด็กเล็กยังไม่ควรรับประทานคือน้ำตาล ของขบเคี้ยวที่มีรสเค็ม น้ำผลไม้ หรืออาหารแปรรูป

นมและผลิตภัณฑ์จากนม:

  • นมแม่ อาหารชนิดเดียวที่ทารกต้องการในช่วง 6 เดือนแรก หลังจากนั้นคุณแม่จึงค่อยๆ เริ่มให้อาหารแข็งบดละเอียดชนิดอื่น
  • นมผงสูตรสำหรับเด็กทารก เป็นทางเลือกเดียวที่เหมาะสมในการให้เพื่อทดแทนนมแม่ในช่วง 12 เดือนแรก
  • นมสดและผลิตภัณฑ์นมไขมันเต็ม  เด็กเล็กสามารถดื่มนมวัวได้ตั้งแต่อายุ  1 ปีขึ้นไป หากลูกของคุณแม่มีอาการแพ้นมวัว ควรหาผลิตภัณฑ์ทางเลือกอื่นๆ ทดแทน
  • ผลิตภัณฑ์นมทางเลือก คุณแม่สามารถให้ลูกดื่มนมที่ทำจากถั่วเหลือง อัลมอนด์ หรือธัญพืชอย่างข้าวโอ๊ตที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำตาลได้ตั้งแต่อายุ 1 ขวบขึ้นไป เด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่ทำจากเมล็ดข้าว เนื่องจากอาจมีสารหนูเจือปนในปริมาณสูง

ข้อควรระวัง
หากเด็กเล็กได้รับนมมากเกินไปพวกเขาอาจไม่ได้รับประทานอาหารอื่นๆ อย่างเพียงพอตามที่ร่างกายต้องการ เด็กเหล่านี้จะมีแนวโน้มที่จะขาดธาตุเหล็ก ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก และส่งผลต่อพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจของเด็กได้

ผักและผลไม้
ผักและผลไม้มีวิตามิน แร่ธาตุและใยอาหารจำนวนมาก ควรให้เด็กๆ รับประทานตั้งแต่อายุยังน้อย คุณแม่ควรมีผักและผลไม้รวมอยู่ในอาหารของลูกทุกๆ มื้อ ในผักและผลไม้แต่ละชนิดมีวิตามินและแร่ธาตุแตกต่างกัน ยิ่งลูกของคุณแม่ได้รับประทานอาหารที่หลากหลายมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งดีกับเขามากเท่านั้น

คาร์โบไฮเดรตและอาหารจำพวกแป้ง
คาร์โบไฮเดรตและอาหารจำพวกแป้ง เช่น ข้าว  ขนมปัง มันฝรั่ง มันหวาน โจ๊ก พาสต้าและซาลาเปา เป็นอาหารที่ให้พลังงาน สารอาหารและใยอาหาร ส่วนธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ให้คุณค่าทางโภชนาการมากกว่าธัญพืชทั่วไป แต่ไม่เหมาะที่จะให้เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีรับประทาน เพราะธัญพืชไม่ขัดสีมีใยอาหารสูง และอาจทำให้ลูกอิ่มก่อนที่จะได้รับพลังงานและสารอาหารที่จำเป็นอย่างเพียงพอ หลังจากลูกอายุเกิน 2 ขวบแล้ว คุณแม่สามารถค่อยๆ เปลี่ยนให้ลูกรับประทานธัญพืชไม่ขัดสีหรือโฮลเกรนได้

โปรตีนและธาตุเหล็ก
เด็กเล็กต้องการโปรตีนและธาตุเหล็กเพื่อการเจริญเติบโตและเสริมสร้างพัฒนาการ ธาตุเหล็กนั้นหาได้จากในอาหาร 2 ประเภทคือ:

  • ธาตุเหล็กที่พบในเนื้อสัตว์และปลา ซึ่งร่างกายสามารถดูดซึมได้ง่าย
  • ธาตุเหล็กจากพืชซึ่งยากต่อการดูดซึม

พยายามให้ลูกรับประทานถั่ว ปลา ไข่ หรือเนื้อไม่ติดมัน (เนื้อไก่นั้นดีต่อสุขภาพมากกว่าเนื้อแดงจากหมูหรือวัว) วันละ 1 – 2 ส่วนทุกวัน หากลูกไม่ยอมรับประทานเนื้อสัตว์หรือปลา คุณแม่สามารถให้ลูกรับประทานอาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็กอื่นๆ  เช่น ผักสีเขียวเข้ม ถั่วแดง และถั่วฝักต่างๆ เพื่อให้ลูกน้อยได้รับธาตุเหล็กอย่างเพียงพอ ถึงแม้ว่าในถั่วจะมีโปรตีนสูง แต่เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีไม่ควรรับประทานถั่วเต็มเมล็ด เช่น ถั่วลิสง เพราะอาจทำให้เด็กสำลักหรือติดคอได้

ไขมันสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี
เด็กเล็กๆ ที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปีต้องการพลังงานจากไขมัน นอกจากนี้ยังมีวิตามินบางชนิดที่พบในไขมันเท่านั้น ซึ่งเป็นเหตุผลที่อาหาร เช่น นม โยเกิร์ต และไขมันปลา เช่น ปลาแมคเคอเรล(ปลาทู) หรือปลาแซลมอนมีความสำคัญมาก เมื่อลูกอายุ 2 ปี คุณแม่สามารถค่อยๆ แนะนำให้ลูกลองรับประทานผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำ และลดไขมันในอาหารอื่นๆ ลง และควรพิจารณาดูปริมาณไขมันอิ่มตัวในอาหารที่ครอบครัวรับประทาน วิธีลดไขมันอิ่มตัวง่ายๆ ที่บ้านทำได้โดย:

  • ย่างหรืออบอาหาร แทนการทอด
  • ลดปริมาณของเนื้อสัตว์ลง ทดแทนด้วยถั่วแดง ถั่วลันเตา หรือถั่วต้ม
  • หากต้องการรับประทานเนื้อสัตว์ควรซื้อเนื้อไม่ติดมัน ขณะทำอาหาร ควรตักน้ำมันที่ลอยอยู่บนผิวของอาหารออก เช่น อาหารประเภทต้ม หรือแกงต่างๆ รวมทั้งลอกหนังออกจากสัตว์ปีก
  • ใช้น้ำมันปรุงอาหารให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เลือกน้ำมันที่มีทั้งไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและเชิงซ้อน เช่นน้ำมันคาโนลา น้ำมันถั่วเหลือง หรือน้ำมันมะกอก ในบางประเทศน้ำมันที่ติดฉลากว่าเป็นน้ำมันพืช มักจะเป็นน้ำมันคาโนลา หรือเรียกอีกอย่างว่าน้ำมันเรพซีด

น้ำตาล
สิ่งสำคัญคือต้องควบคุมปริมาณน้ำตาลที่เติมลงในอาหารให้น้อยที่สุด น้ำตาลสามารถพบได้ในน้ำอัดลม น้ำผลไม้ ขนมเค้ก และแยม ทางที่ดีควรให้เด็กวัยหัดเดินดื่มน้ำเปล่าหรือนม นอกจากนี้คุณแม่ยังสามารถให้ลูกดื่มน้ำผลไม้เจือจาง (น้ำผลไม้ 1 ส่วนต่อน้ำ 10 ส่วน) โดยให้ดื่มพร้อมกับมื้ออาหารเพื่อช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดฟันผุ และการแปรงฟันอย่างสม่ำเสมอก็เป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้ฟันของลูกมีสุขภาพที่ดี

เกลือ
ไม่จำเป็นต้องใส่เกลือเพิ่มลงในอาหารของลูก อาหารส่วนใหญ่มีเกลือเพียงพออยู่แล้ว การได้รับเกลือมากเกินไปอาจทำให้ลูกได้รสเค็ม และอาจมีส่วนทำให้เกิดความดันโลหิตสูงเมื่อเขาโตขึ้น  ครอบครัวและตัวคุณแม่เองก็จะได้รับประโยชน์เช่นกัน หากสามารถค่อยๆ ลดปริมาณเกลือในการปรุงอาหารลงได้ พยายามจำกัดปริมาณอาหารรสเค็มที่ลูกรับประทาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารสำเร็จรูป อาหารแปรรูป และของขบเคี้ยวจากซูเปอร์มาร์เก็ตที่มักจะมีเกลือเป็นส่วนผสมในระดับที่สูงมากจนไม่ดีต่อสุขภาพ คุณแม่อาจเปลี่ยนมาลองทำอาหารที่บ้านเพื่อที่จะมั่นใจได้ว่าไม่มีการเติมเกลือมากจนเกินไป

ที่มา:

ดาวน์โหลด Mali แม่มือใหม่ & การตั้งครรภ์


เรทติ้ง 4.8 จากผู้ใช้กว่า 500 คน